ประวัตินักฟุตบอล มารีโอ บาโลเตลลี คือกองหน้าชาวอิตาลีผู้มีพรสวรรค์อันโดดเด่นในด้านการทำประตู พละกำลัง และทักษะเฉพาะตัว อย่างไรก็ตาม อาชีพค้าแข้งของเขาเต็มไปด้วยเรื่องราวทั้งในและนอกสนามที่สร้างสีสันและประเด็นถกเถียงอยู่เสมอ ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่น่าสนใจและไม่เหมือนใคร
ประวัติย่อ
- ชื่อเต็ม: มารีโอ บาโลเตลลี บาร์วูอา (Mario Balotelli Barwuah)
- วันเกิด: 12 สิงหาคม ค.ศ. 1990 (อายุ 34 ปี ณ วันที่ 7 ก.ค. 2568)
- สถานที่เกิด: ปาแลร์โม, อิตาลี
- สัญชาติ: อิตาลี
- ส่วนสูง: 1.89 เมตร (6 ฟุต 2 นิ้ว)
- ตำแหน่ง: กองหน้า
- สโมสรปัจจุบัน: ไม่มีสังกัด (นักเตะฟรีเอเยนต์ ณ วันที่ 7 ก.ค. 2568)
- สโมสรล่าสุด (ก่อนเป็นฟรีเอเยนต์): เจนัว (ถึง 30 มิ.ย. 2568)
เกียรติประวัติสำคัญ (กับสโมสร)
- กับ อินเตอร์ มิลาน:
- แชมป์ เซเรีย อา (3 สมัย: 2007–08, 2008–09, 2009–10)
- แชมป์ โคปปา อิตาเลีย (2009–10)
- แชมป์ ซูเปอร์โคปปา อิตาเลียนา (2008)
- แชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก (2009–10)
- กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้:
- แชมป์ พรีเมียร์ลีก (2011–12)
- แชมป์ เอฟเอ คัพ (2010–11)
เกียรติประวัติสำคัญ (กับทีมชาติ)
- รองแชมป์ ยูฟ่า ยูโรเปียน แชมเปียนชิพ (2012)
เกียรติประวัติสำคัญ
- รางวัล Golden Boy (2010)
- ติดทีมยอดเยี่ยมแห่งยูโร (2012)
สไตล์การเล่น
มารีโอ บาโลเตลลี เป็นกองหน้าที่มีสไตล์การเล่นที่เป็นเอกลักษณ์และหาตัวจับยาก:
- พละกำลังและรูปร่าง: ด้วยส่วนสูงและพละกำลังที่โดดเด่น ทำให้เขามีความแข็งแกร่งในการเบียดปะทะกับกองหลัง และสามารถเก็บบอลพักบอลได้ดี
- การยิงประตู: เขามีความสามารถในการทำประตูที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะด้วยลูกยิงที่รุนแรงจากระยะไกล หรือการจบสกอร์ในกรอบเขตโทษ
- ทักษะเฉพาะตัว: เขามีทักษะการควบคุมบอลที่ดี และสามารถเล่นลูกเล่นที่สร้างสรรค์ในบางจังหวะ
- ความนิ่งในการสังหารจุดโทษ: เป็นที่รู้จักจากความเยือกเย็นในการยิงลูกจุดโทษ ซึ่งมักจะจบด้วยการทำประตู
- ไม่สามารถคาดเดาได้: เป็นผู้เล่นที่สามารถสร้างความแตกต่างได้ในทุกขณะ แต่บางครั้งก็มีการตัดสินใจที่ผิดพลาดหรือสร้างเรื่องราวที่ไม่คาดคิด
เส้นทางค้าแข้ง
มารีโอ บาโลเตลลี เติบโตมาจากอะคาเดมีของ ลูเมซซาเน่ ก่อนจะเซ็นสัญญากับ อินเตอร์ มิลาน ในปี 2007 ภายใต้การคุมทีมของ โรแบร์โต้ มันชินี่ และ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่นี่เขาคว้าแชมป์เซเรีย อา และยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกได้
ในปี 2010 เขาได้ย้ายไปร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเป็นส่วนสำคัญในทีมชุดที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2011–12 ซึ่งเป็นแชมป์ลีกครั้งแรกของซิตี้ในรอบหลายทศวรรษ
หลังจากนั้น บาโลเตลลีได้ย้ายกลับไปเล่นในอิตาลีกับ เอซี มิลาน (2013-2014, 2015-2016), ลีกอังกฤษกับ ลิเวอร์พูล (2014-2015), และย้ายไปเล่นในลีกเอิง ฝรั่งเศสกับ นีซ (2016-2019) และ โอลิมปิก มาร์กเซย (2019) ซึ่งเขากลับมาโชว์ฟอร์มการทำประตูได้ดีอีกครั้ง
ในช่วงหลังของอาชีพ เขาได้ย้ายไปเล่นให้กับสโมสรในลีกที่หลากหลายมากขึ้น เช่น เบรสชา (อิตาลี), มอนซ่า (อิตาลี ลีกรอง), อดานา เดเมียร์สปอร์ (ตุรกี), เอฟซี ซิยง (สวิตเซอร์แลนด์)
ในวันที่ 28 ตุลาคม 2024 มารีโอ บาโลเตลลี ได้ย้ายกลับมาเล่นในเซเรีย อา อิตาลีอีกครั้ง โดยเซ็นสัญญากับ เจนัว ในฐานะนักเตะฟรีเอเยนต์ หลังจากที่สัญญากับ อดานา เดเมียร์สปอร์ สิ้นสุดลงในเดือนมิถุนายน 2024 อย่างไรก็ตาม การค้าแข้งกับเจนัวเป็นไปอย่างน่าผิดหวัง เขาได้รับโอกาสลงสนามเพียง 6 นัด รวม 56 นาที และไม่สามารถทำประตูได้เลย ทำให้เขาไม่เป็นที่ต้องการของสโมสร
ในฤดูกาล 2024-25 ที่เพิ่งจบไป บาโลเตลลีลงเล่นให้เจนัวในเซเรียอาเพียง 6 นัด รวม 56 นาที และไม่ได้ทำประตูหรือแอสซิสต์ใดๆ
เส้นทางในนามทีมชาติ
มารีโอ บาโลเตลลี ประเดิมสนามให้ทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่ในปี 2010 และเป็นกำลังสำคัญในแนวรุกของ “อัซซูรี่” ในยูโร 2012 ที่อิตาลีคว้าตำแหน่งรองแชมป์ โดยเขามีช่วงที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในทัวร์นาเมนต์นั้น อย่างไรก็ตาม ฟอร์มการเล่นที่ไม่สม่ำเสมอและปัญหาต่างๆ ทำให้เขาไม่ค่อยได้รับโอกาสติดทีมชาติในช่วงหลัง
สถานการณ์ปัจจุบัน
สัญญาของ มารีโอ บาโลเตลลี กับ เจนัว ได้หมดลงแล้วในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ทำให้เขากลายเป็น นักเตะฟรีเอเยนต์ ในตลาดซื้อขายนักเตะฤดูร้อนปี 2025 นี้ มีรายงานข่าวว่าเขาได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติของสโมสรและโค้ช ปาทริค วิเอร่า อย่างรุนแรงหลังจากการจากไป
อนาคตของบาโลเตลลียังคงไม่แน่นอน มีข่าวลือเชื่อมโยงเขากับสโมสรในลีกรองของอิตาลีและลีกต่างประเทศ เช่น สเปน (เรอัล มูร์เซีย) และอาจรวมถึงลีกในตะวันออกกลางหรือสหรัฐอเมริกา คาดว่าเขาจะยังคงเล่นฟุตบอลต่อไปตราบเท่าที่ร่างกายและแพสชั่นยังคงมีอยู่ แม้จะไม่ได้อยู่ในระดับสูงสุดแล้วก็ตาม





